การตั้งครรภ์เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิตผู้หญิง เพราะไม่เพียงแต่เป็นการสร้างชีวิตใหม่ แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจของคุณแม่ การดูแลสุขภาพในระหว่างตั้งครรภ์จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากทุกการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อทั้งแม่และลูกในครรภ์
หนึ่งในภาวะที่หลายคนไม่ค่อยถูกพูดถึง แต่มีความรุนแรงและอันตรายอย่างมากคือ “ภาวะมดลูกแตก” (Uterine Rupture) ภาวะนี้แม้จะพบไม่บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วสามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ทั้งต่อแม่และลูก การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยง อาการเตือน และการดูแลอย่างใกล้ชิดกับแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ทุกคนควรเข้าใจ
มดลูกแตกคืออะไร
ภาวะมดลูกแตก (Uterine Rupture) คือการที่ผนังมดลูกฉีกขาดทะลุทุกชั้น ทำให้ทารก เลือด หรือรก อาจหลุดออกนอกโพรงมดลูก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่อันตรายต่อทั้งแม่และลูก เพราะอาจทำให้เกิดการเสียเลือดจำนวนมาก และส่งผลต่อการหายใจหรือชีวิตของทารกในครรภ์

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
แม้ภาวะมดลูกแตกจะไม่ใช่สิ่งที่พบได้บ่อย แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดขึ้นได้ เช่น:
เคยผ่าตัดมดลูกมาก่อน
รอยแผลผ่าตัดเดิม โดยเฉพาะแผลแนวตั้ง อาจเป็นจุดที่มดลูกแตกได้ง่าย เนื่องจากผนังมดลูกบริเวณนั้นมีความแข็งแรงน้อยกว่าปกติ
การใช้ยากระตุ้นการคลอด
ยาบางชนิด เช่น oxytocin หรือ misoprostol อาจทำให้มดลูกหดรัดตัวแรงเกินไปจนเกิดการฉีกขาด
การบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ
การกระแทกหรือบาดเจ็บที่มดลูก แม้จะพบได้น้อย แต่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้ได้
เคยขูดมดลูกหรือทำแท้งมาก่อน
การขูดมดลูกหรือการทำแท้งอาจส่งผลต่อความแข็งแรงของผนังมดลูกในระยะยาว
ผนังมดลูกบางผิดปกติ
ภาวะที่ผนังมดลูกบางกว่าปกติทำให้เสี่ยงต่อการฉีกขาดเมื่อมีการหดรัดตัวแรง
รกฝังตัวลึกผิดปกติ (Placenta Accreta/Percreta)
หากรกฝังตัวลึกเข้าไปในผนังมดลูกและทะลุออกมาด้านนอก อาจทำให้เกิดการแตกของมดลูกได้
เจ็บครรภ์นานเกินไป
เมื่อมดลูกหดรัดตัวแรงต่อเนื่อง แต่ปากมดลูกไม่เปิด อาจทำให้มดลูกแตกได้
เชิงกรานแคบหรือทารกตัวโตมาก
หากเชิงกรานของแม่แคบ ทารกมีขนาดใหญ่ หรือท่าของทารกผิดปกติ เช่น ทารกหัวบาตร จะเพิ่มแรงกดและเสี่ยงต่อการแตกของมดลูก
การคลอดทางช่องคลอดหลังผ่าตัดคลอด (VBAC)
หญิงตั้งครรภ์ที่เลือกคลอดทางช่องคลอดหลังเคยผ่าตัดคลอดมาก่อน มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะมดลูกแตก เนื่องจากแผลผ่าตัดเดิมอาจไม่แข็งแรงพ
อาการเตือนที่ควรสังเกต
คุณแม่ควรใส่ใจสัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกถึงภาวะมดลูกแตก เช่น:
- ปวดบริเวณเหนือหัวหน่าว หรือ ปวดท้องรุนแรงผิดปกติ กดเจ็บบริเวณหน้าท้อง แม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงเจ็บท้องคลอด หรือมีอาการปวดต่อเนื่อง/ปวดเพิ่มขึ้น
- ผู้คลอดมีอาการกระสับกระส่าย กระวนกระวาย ร่วมกับชีพจรเบาเร็ว และการหายใจไม่สม่ำเสมอ
- มดลูกหดรัดตัวไม่สัมพันธ์กับความก้าวหน้าของการคลอด
- หน้าท้องมองเห็นสองรอน (Bandl’s ring) ซึ่งเป็นสัญญาณทางคลินิกที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ
- FHS (Fetal Heart Sound) ของทารกไม่สม่ำเสมอ หรือมีความผิดปกติ ทารกในครรภ์มีการเคลื่อนไหวน้อยลงหรือหยุดเคลื่อนไหว
- มีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ
- สัญญาณชีพของแม่ผิดปกติ เช่น ความดันโลหิตลดลง หน้ามืด หรือหมดสติ
ความสำคัญของการฝากครรภ์
สิ่งสำคัญที่สุดคือการ ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และการดูแลใกล้ชิดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีประวัติผ่าคลอดหรือมีภาวะเสี่ยงอื่น ๆ การตรวจติดตามอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการคลอดที่ปลอดภัย และลดความเสี่ยงจากภาวะมดลูกแตกได้
การดูแลตัวเองระหว่างตั้งครรภ์ เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างปลอดภัย
การป้องกันและการดูแล
แม้ภาวะมดลูกแตกจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การดูแลอย่างถูกวิธีสามารถลดความเสี่ยงได้ เช่น:
- ฝากครรภ์อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
- แจ้งแพทย์ถึงประวัติการผ่าตัดหรือภาวะเสี่ยงที่เคยมี
- หลีกเลี่ยงการใช้ยากระตุ้นการคลอดโดยไม่จำเป็น
- เลือกคลอดในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์และทีมแพทย์
- ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ
ภาวะมดลูกแตกอาจไม่ใช่สิ่งที่พบได้บ่อย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วถือว่าอันตรายอย่างมาก การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงและการดูแลตัวเองอย่างใกล้ชิดกับแพทย์คือสิ่งที่จะช่วยให้คุณแม่และลูกน้อยปลอดภัยที่สุด
Source: PWS.npru.ac.th, Rama 9 Hospital
Images: Internet
Written by Amy Sukkasem